การปรับโครงสร้างของภาคการเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

 

      1. ความอ่อนแอของโครงสร้างระบบการเงินไทยเป็นปัจจัยหลักของวิกฤติการณ์
ในปัจจุบันตลอดปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการมาเพื่อสร้างความมั่นคงและปรับโครงสร้าง
ของระบบการเงิน การดำเนินการที่ผ่านมามี ดังนี้

(i) การกำหนดให้สถาบันการเงินทั้งหมดเพิ่มทุน ตามบันทึกความเข้าใจ ที่ทำไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย

(ii) การแทรกแซงสถาบันการเงินที่ไม่สามารถเพิ่มทุนเองได้ (6 ธนาคาร
พาณิชย์ และ 12 บริษัทเงินทุน ซึ่งได้รวมที่สั่งดำเนินการในวันนี้แล้ว)
และการสั่งปิด 56 บริษัทเงินทุนซึ่งไม่อยู่ในฐานะที่ดำเนินการต่อไปได้
ในเดือนธันวาคม 2540

(iii) การกำหนดมาตรฐานการจัดชั้นลูกหนี้และการกันสำรอง (Loan Classification and Provisioning Standard - LCP) ที่เข้มงวดขึ้น
เพื่อให้สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของสถาบันการเงิน และเพื่อให้
เป็นไปตามมาตรฐานสากล

(iv) การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ลงทุนต่างชาติ
ในสถาบันการเงิน

(v) การก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยในการจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุน
ที่ปิดดำเนินการ

          มาตรการข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของมาตรการที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว
เพื่อฟื้นฟูและดำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในระบบการเงินของไทย ในการดำเนินมาตรการเหล่านี้รัฐบาลได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดว่าการปรับโครงสร้างทางการเงิน และการฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบการเงินของไทย เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

       2. อย่างไรก็ดี ภาวะทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคที่กำลังเสื่อมลง


ได้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการปรับโครงสร้างระบบการเงินของไทย สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลงมี
ผลกระทบทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของสถาบันการเงินเสื่อมลงไปอีก ซึ่งทำให้มีธนาคารพาณิชย์
บางแห่งเท่านั้นที่สามารถเพิ่มทุนเองได้ ความตกต่ำอย่างมากของคุณภาพของลูกหนี้และรายรับ
อันสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำกำลังเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการเพิ่มทุนของสถาบัน
การเงิน ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลให้สถาบันการเงินกำหนดเงื่อนไขในการให้กู้ยืมที่เข้มงวด ซึ่งทำให้
การฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

ที่มา http://www.mof.go.th/mofweb/LOI5/news90t_5.htm

  3. ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการเงิน


การปรับโครงสร้างในขั้นต่อไปนั้น จะเน้นหนักในองค์ประกอบดังต่อไปนี้

(i) การให้การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อช่วยในการปรับโครงสร้างของ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ยังเปิดดำเนินการอยู่

(ii) การให้แรงจูงใจเพื่อให้การเร่งรัดการประนอมหนี้ของธุรกิจและ
การเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน

(iii) การบริหารสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(iv) การเลิกกิจการ การควบกิจการ และการขายกิจการของธนาคาร
พาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

(v) การจัดให้มีการแบ่งปันผลขาดทุนที่เสมอภาคกัน การจำกัดภาระ
ของรัฐบาล และการป้องกันมิให้เกิดการเอาประโยชน์จากโครงการ
การประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้

(vi) การสร้างเสริมการกำกับดูแลความมั่นคงให้แข็งแกร่งขึ้น และเร่งรัด
ให้มีการนำมาตรฐานสากลที่ดีที่สุดมาปฏิบัติ

(vii) การปรับโครงสร้างการบริหารของธนาคารของรัฐและการเตรียมการ
สำหรับการขายหุ้นให้เอกชนในที่สุด

4. แนวรัฐบาลแก้ไขปัญหาระบบการเงินนี้ จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการที่ปรึกษาการ


ปรับโครงสร้างทางการเงิน (Financial Restructuring Advisory Committee - FRAC) เพื่อกำกับ
ดูแลการดำเนินงาน คณะกรรมการดังกล่าวซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับกลยุทธ์ใน
การดำเนินการทั้งหมด ทั้งนี้ การกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการนี้จะเสร็จสิ้นภายใน
สัปดาห์หน้า

II การให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนโดยเงินของรัฐบาล

    5. จากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนจากภาคเอกชนรายใหม่แล้ว รัฐบาลจึงเห็นควรกำหนดแนวทางให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนไว้ 2 แนวทาง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะฟื้นฟูและ
คงไว้ ซึ่งความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของระบบการเงินของไทย และที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยให้สถาบันการเงินสามารถทำหน้าที่ในการเอื้ออำนวยความเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดของการสนับสนุนนี้ปรากฏในภาคผนวก 1 และ 2

    6. รัฐบาลได้ตระหนักดีว่า การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือ
ของรัฐบาลจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีความรัดกุมให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะต้องสามารถเอื้ออำนวย
การปรับโครงสร้าง และการควบรวมกิจการของสถาบันการเงิน และสามารถปกป้องเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอยไปมากกว่านี้ได้ด้วย

    7. ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางไว้ 2 แนวทางในการจัดหาเงินทุนจากภาครัฐ
เพื่อช่วยเหลือการเพิ่มทุนของสถาบันการเงิน (ซึ่งในที่นี้หมายถึงธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน
ที่จดทะเบียนในประเทศไทย) ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ และเพื่อช่วยเหลือ
ให้สถาบันการเงินสามารถกลับไปดำเนินธุรกิจตามปกติได้อย่างมั่นคง แนวทางหนึ่งจะเป็นการเร่งรัด
การเข้ามาเพิ่มทุนของภาคเอกชน ส่วนอีกแนวทางหนึ่งจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุนและแรงจูงใจ เพื่อเร่งขบวนการประนอมหนี้และการให้กู้รายใหม่ โดยทั้งสองแนวทางดังกล่าวคำนึงถึงมาตรการป้องกันที่
ความเสียหายของรัฐไว้แล้ว

การให้ความช่วยเหลือด้านเงินกองทุนชั้นที่ 1

    8. วัตถุประสงค์ : รัฐบาลจะช่วยเพิ่มทุนเพื่อรองรับสินทรัพย์ที่ดีของธนาคารพาณิชย์
โดยในขั้นแรกธนาคารพาณิชย์จะต้องกันสำรองตามเกณฑ์การจัดชั้นและกันสำรองที่ต้องปฏิบัติ
ภายในปี 2543 โดยทันที การปฏิบัติเช่นนี้ ถึงแม้จะต้องทำให้มีภาระการกันสำรองเกิดเพิ่มขึ้น
ในทันที แต่ก็เป็นการขจัดความไม่แน่นอนที่เกิดจากหนี้สูญ และยังเป็นการวางรากฐานในการ
นำไปสู่การดำเนินธุรกิจตามปกติอีกด้วย

      9. มาตรการป้องกัน : มาตรการป้องกันความเสียหายภายใต้แนวทางนี้จะรวมถึงการกำกับดูแลในประเด็นต่อไปนี้คือ ประเด็นที่ 1 ผู้ถือหุ้นเดิมต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระที่เกิดจากการที่จะต้องกันสำรองให้เป็นไปตามเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองที่ใช้ในปี 2543 ประเด็นที่ 2 การเพิ่มทุนใหม่โดยเงินของรัฐบาลและภาคเอกชนจะมีบุริมสิทธิ์เหนือกว่าผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อให้แน่ใจว่า
ผู้ถือหุ้นเดิมจะยังเป็นคนแรกที่ต้องรับภาระในความเสียหายที่เกิดจากสินทรัพย์เดิม ประเด็นที่ 3 รัฐบาลหรือผู้ลงทุนรายใหม่มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารชุดเดิมได้ ประเด็นที่ 4 รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ กับสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบในแผนการปรับโครงสร้างแล้ว

     10. รูปแบบวิธีการเพิ่มทุน : การชำระเงินเพิ่มทุนภายใต้แนวทางนี้ รัฐบาลจะทำได้โดยวิธีออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่สามารถซื้อขายได้ และอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้ :

           (1) ภายหลังจากการกันสำรองจนเต็มจำนวน และได้ตัดหนี้สูญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่ำกว่าร้อยละ 2.50 รัฐบาลจะเตรียมพร้อม
เพื่อเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินดังกล่าว จนมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงสุด
ไม่เกินร้อยละ 2.50

           (2) เมื่อผ่านเกณฑ์ข้างต้นแล้ว รัฐบาลจะเตรียมพร้อมเพื่อเพิ่มทุนให้กับเงินกองทุน
ชั้นที่ 1 อีกจำนวนหนึ่งไม่เกินจำนวนเงินทุนที่เพิ่มโดยผู้ลงทุนภาคเอกชน

รัฐบาลจะสนับสนุนความพยายามของสถาบันการเงินที่จะเพิ่มทุนให้สูงเกินกว่าอัตรา
ขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินมีเงินทุน ที่จำเป็นสำหรับการกันสำรองและ
ให้กู้ยืมอย่างพอเพียง

การให้ความช่วยเหลือด้านเงินกองทุนชั้นที่ 2

   11. วัตถุประสงค์ การให้ความช่วยเหลือนี้จะเป็นสิ่งจูงใจให้มีการประนอมหนี้ของ
ภาคธุรกิจ โดยวิธีการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2

   12. มาตรการป้องกัน มาตรการป้องกันจะรวมถึงการกำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับความ
ช่วยเหลือ ต้องมีการทำข้อตกลงการประนอมหนี้ที่มีผลตามกฎหมายระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ โดยสถาบันการเงินที่ขอความช่วยเหลือต้องสามารถแสดงให้ ธปท. เห็นชอบว่าลูกหนี้ดังกล่าวจะสามารถชำระเงินกู้ได้ตามเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดเกี่ยวกับการประนอมหนี้ภาคธุรกิจ ซึ่งกำหนดให้ผู้กู้ต้องสามารถชำระหนี้ได้ติดต่อกัน 3 งวดหรืออย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ ธปท. สงวนสิทธิในการตรวจสอบสัญญาประนอมหนี้ในภายหลังได้ตลอดเวลา

   13. รูปแบบวิธีการเพิ่มเงินทุน รูปแบบวิธีการเพิ่มเงินทุนจะอยู่ในรูปการแลกเปลี่ยน
พันธบัตรรัฐบาลที่ไม่สามารถขายต่อได้ (nontradable) กับหุ้นกู้ของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์
ดังนี้คือ (I) เงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่จะเพิ่มขึ้น จะคิดจากส่วนสูญเสียของสถาบันการเงินจากการประนอมหนี้ส่วนที่เกินกว่าสำรองที่กันไว้แล้ว บวกด้วยร้อยละ 20 ของเงินให้กู้ยืมที่เพิ่มขึ้นสุทธิแก่ภาคเอกชน (II) สถาบันการเงินแต่ละแห่งสามารถขอความช่วยเหลือได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของสินทรัพย์เสี่ยงถ่วงน้ำหนักของสถาบันการเงิน และไม่เกินร้อยละ 1 สำหรับการให้กู้ยืมเพิ่มใหม่ (III) สัญญาประนอมหนี้สัญญาใดสัญญาหนึ่งจะต้องได้รับความช่วยเหลือไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินช่วยเหลือทั้งหมดที่สถาบันการเงินได้รับ และ (IV) เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้มีการประนอมหนี้ของภาคธุรกิจ และเพื่อเพิ่มการให้กู้ยืมใหม่ โดยการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2 จะลดลงเป็นลำดับ
เนื่องจากโครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์ทางธุรกิจ จึงจะไม่ก่อเกิดภาระในระยะยาว

    14. มาตรการจูงใจเพิ่มเติม สถาบันการเงินที่ปฏิบัติตามเกณฑ์การจัดชั้นและ
กันสำรองในปี 2543 ทันทีจะได้รับการผ่อนผันให้ตัดจำหน่ายส่วนสูญเสียที่เกิดจากการประนอมหนี้ยาวขึ้นเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระในการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินได้สักระยะหนึ่ง

III การเปลี่ยนแปลงมาตรการกำกับดูแล

    15. เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย
จะออกกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับองค์ประกอบของเงินกองทุนตามเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยอัตราส่วน
ความเพียงพอของเงินกองทุนโดยรวมจะคงอยู่ที่ร้อยละ 8.5 สำหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากล (BIS) เล็กน้อย และร้อยละ 8 สำหรับบริษัทเงินทุน การเปลี่ยนเกณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล (BIS) จะช่วยทำให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 นอกจากนั้น ให้สามารถนับการสำรองสำหรับสินเชื่อปกติที่ต้องดำรงในอัตราร้อยละ 1 เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ตามมาตรฐานสากล (BIS)

IV การเอื้ออำนวยการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เอกชน (บบส. เอกชน)

     16. รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องมีการดำเนินการ