การปรับโครงสร้างของภาคการเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

 

      1. ความอ่อนแอของโครงสร้างระบบการเงินไทยเป็นปัจจัยหลักของวิกฤติการณ์
ในปัจจุบันตลอดปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการมาเพื่อสร้างความมั่นคงและปรับโครงสร้าง
ของระบบการเงิน การดำเนินการที่ผ่านมามี ดังนี้

(i) การกำหนดให้สถาบันการเงินทั้งหมดเพิ่มทุน ตามบันทึกความเข้าใจ ที่ทำไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย

(ii) การแทรกแซงสถาบันการเงินที่ไม่สามารถเพิ่มทุนเองได้ (6 ธนาคาร
พาณิชย์ และ 12 บริษัทเงินทุน ซึ่งได้รวมที่สั่งดำเนินการในวันนี้แล้ว)
และการสั่งปิด 56 บริษัทเงินทุนซึ่งไม่อยู่ในฐานะที่ดำเนินการต่อไปได้
ในเดือนธันวาคม 2540

(iii) การกำหนดมาตรฐานการจัดชั้นลูกหนี้และการกันสำรอง (Loan Classification and Provisioning Standard - LCP) ที่เข้มงวดขึ้น
เพื่อให้สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของสถาบันการเงิน และเพื่อให้
เป็นไปตามมาตรฐานสากล

(iv) การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ลงทุนต่างชาติ
ในสถาบันการเงิน

(v) การก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยในการจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุน
ที่ปิดดำเนินการ

          มาตรการข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของมาตรการที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว
เพื่อฟื้นฟูและดำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในระบบการเงินของไทย ในการดำเนินมาตรการเหล่านี้รัฐบาลได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดว่าการปรับโครงสร้างทางการเงิน และการฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบการเงินของไทย เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

       2. อย่างไรก็ดี ภาวะทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคที่กำลังเสื่อมลง


ได้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการปรับโครงสร้างระบบการเงินของไทย สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลงมี
ผลกระทบทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของสถาบันการเงินเสื่อมลงไปอีก ซึ่งทำให้มีธนาคารพาณิชย์
บางแห่งเท่านั้นที่สามารถเพิ่มทุนเองได้ ความตกต่ำอย่างมากของคุณภาพของลูกหนี้และรายรับ
อันสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำกำลังเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการเพิ่มทุนของสถาบัน
การเงิน ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลให้สถาบันการเงินกำหนดเงื่อนไขในการให้กู้ยืมที่เข้มงวด ซึ่งทำให้
การฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

ที่มา http://www.mof.go.th/mofweb/LOI5/news90t_5.htm

  3. ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการเงิน


การปรับโครงสร้างในขั้นต่อไปนั้น จะเน้นหนักในองค์ประกอบดังต่อไปนี้

(i) การให้การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อช่วยในการปรับโครงสร้างของ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ยังเปิดดำเนินการอยู่

(ii) การให้แรงจูงใจเพื่อให้การเร่งรัดการประนอมหนี้ของธุรกิจและ
การเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน

(iii) การบริหารสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(iv) การเลิกกิจการ การควบกิจการ และการขายกิจการของธนาคาร
พาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

(v) การจัดให้มีการแบ่งปันผลขาดทุนที่เสมอภาคกัน การจำกัดภาระ
ของรัฐบาล และการป้องกันมิให้เกิดการเอาประโยชน์จากโครงการ
การประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้

(vi) การสร้างเสริมการกำกับดูแลความมั่นคงให้แข็งแกร่งขึ้น และเร่งรัด
ให้มีการนำมาตรฐานสากลที่ดีที่สุดมาปฏิบัติ

(vii) การปรับโครงสร้างการบริหารของธนาคารของรัฐและการเตรียมการ
สำหรับการขายหุ้นให้เอกชนในที่สุด

4. แนวรัฐบาลแก้ไขปัญหาระบบการเงินนี้ จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการที่ปรึกษาการ


ปรับโครงสร้างทางการเงิน (Financial Restructuring Advisory Committee - FRAC) เพื่อกำกับ
ดูแลการดำเนินงาน คณะกรรมการดังกล่าวซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับกลยุทธ์ใน
การดำเนินการทั้งหมด ทั้งนี้ การกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการนี้จะเสร็จสิ้นภายใน
สัปดาห์หน้า

II การให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนโดยเงินของรัฐบาล

    5. จากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนจากภาคเอกชนรายใหม่แล้ว รัฐบาลจึงเห็นควรกำหนดแนวทางให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนไว้ 2 แนวทาง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะฟื้นฟูและ
คงไว้ ซึ่งความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของระบบการเงินของไทย และที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยให้สถาบันการเงินสามารถทำหน้าที่ในการเอื้ออำนวยความเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดของการสนับสนุนนี้ปรากฏในภาคผนวก 1 และ 2

    6. รัฐบาลได้ตระหนักดีว่า การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือ
ของรัฐบาลจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีความรัดกุมให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะต้องสามารถเอื้ออำนวย
การปรับโครงสร้าง และการควบรวมกิจการของสถาบันการเงิน และสามารถปกป้องเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอยไปมากกว่านี้ได้ด้วย

    7. ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางไว้ 2 แนวทางในการจัดหาเงินทุนจากภาครัฐ
เพื่อช่วยเหลือการเพิ่มทุนของสถาบันการเงิน (ซึ่งในที่นี้หมายถึงธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน
ที่จดทะเบียนในประเทศไทย) ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ และเพื่อช่วยเหลือ
ให้สถาบันการเงินสามารถกลับไปดำเนินธุรกิจตามปกติได้อย่างมั่นคง แนวทางหนึ่งจะเป็นการเร่งรัด
การเข้ามาเพิ่มทุนของภาคเอกชน ส่วนอีกแนวทางหนึ่งจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุนและแรงจูงใจ เพื่อเร่งขบวนการประนอมหนี้และการให้กู้รายใหม่ โดยทั้งสองแนวทางดังกล่าวคำนึงถึงมาตรการป้องกันที่
ความเสียหายของรัฐไว้แล้ว

การให้ความช่วยเหลือด้านเงินกองทุนชั้นที่ 1

    8. วัตถุประสงค์ : รัฐบาลจะช่วยเพิ่มทุนเพื่อรองรับสินทรัพย์ที่ดีของธนาคารพาณิชย์
โดยในขั้นแรกธนาคารพาณิชย์จะต้องกันสำรองตามเกณฑ์การจัดชั้นและกันสำรองที่ต้องปฏิบัติ
ภายในปี 2543 โดยทันที การปฏิบัติเช่นนี้ ถึงแม้จะต้องทำให้มีภาระการกันสำรองเกิดเพิ่มขึ้น
ในทันที แต่ก็เป็นการขจัดความไม่แน่นอนที่เกิดจากหนี้สูญ และยังเป็นการวางรากฐานในการ
นำไปสู่การดำเนินธุรกิจตามปกติอีกด้วย

      9. มาตรการป้องกัน : มาตรการป้องกันความเสียหายภายใต้แนวทางนี้จะรวมถึงการกำกับดูแลในประเด็นต่อไปนี้คือ ประเด็นที่ 1 ผู้ถือหุ้นเดิมต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระที่เกิดจากการที่จะต้องกันสำรองให้เป็นไปตามเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองที่ใช้ในปี 2543 ประเด็นที่ 2 การเพิ่มทุนใหม่โดยเงินของรัฐบาลและภาคเอกชนจะมีบุริมสิทธิ์เหนือกว่าผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อให้แน่ใจว่า
ผู้ถือหุ้นเดิมจะยังเป็นคนแรกที่ต้องรับภาระในความเสียหายที่เกิดจากสินทรัพย์เดิม ประเด็นที่ 3 รัฐบาลหรือผู้ลงทุนรายใหม่มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารชุดเดิมได้ ประเด็นที่ 4 รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ กับสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบในแผนการปรับโครงสร้างแล้ว

     10. รูปแบบวิธีการเพิ่มทุน : การชำระเงินเพิ่มทุนภายใต้แนวทางนี้ รัฐบาลจะทำได้โดยวิธีออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่สามารถซื้อขายได้ และอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้ :

           (1) ภายหลังจากการกันสำรองจนเต็มจำนวน และได้ตัดหนี้สูญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่ำกว่าร้อยละ 2.50 รัฐบาลจะเตรียมพร้อม
เพื่อเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินดังกล่าว จนมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงสุด
ไม่เกินร้อยละ 2.50

           (2) เมื่อผ่านเกณฑ์ข้างต้นแล้ว รัฐบาลจะเตรียมพร้อมเพื่อเพิ่มทุนให้กับเงินกองทุน
ชั้นที่ 1 อีกจำนวนหนึ่งไม่เกินจำนวนเงินทุนที่เพิ่มโดยผู้ลงทุนภาคเอกชน

รัฐบาลจะสนับสนุนความพยายามของสถาบันการเงินที่จะเพิ่มทุนให้สูงเกินกว่าอัตรา
ขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินมีเงินทุน ที่จำเป็นสำหรับการกันสำรองและ
ให้กู้ยืมอย่างพอเพียง

การให้ความช่วยเหลือด้านเงินกองทุนชั้นที่ 2

   11. วัตถุประสงค์ การให้ความช่วยเหลือนี้จะเป็นสิ่งจูงใจให้มีการประนอมหนี้ของ
ภาคธุรกิจ โดยวิธีการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2

   12. มาตรการป้องกัน มาตรการป้องกันจะรวมถึงการกำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับความ
ช่วยเหลือ ต้องมีการทำข้อตกลงการประนอมหนี้ที่มีผลตามกฎหมายระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ โดยสถาบันการเงินที่ขอความช่วยเหลือต้องสามารถแสดงให้ ธปท. เห็นชอบว่าลูกหนี้ดังกล่าวจะสามารถชำระเงินกู้ได้ตามเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดเกี่ยวกับการประนอมหนี้ภาคธุรกิจ ซึ่งกำหนดให้ผู้กู้ต้องสามารถชำระหนี้ได้ติดต่อกัน 3 งวดหรืออย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ ธปท. สงวนสิทธิในการตรวจสอบสัญญาประนอมหนี้ในภายหลังได้ตลอดเวลา

   13. รูปแบบวิธีการเพิ่มเงินทุน รูปแบบวิธีการเพิ่มเงินทุนจะอยู่ในรูปการแลกเปลี่ยน
พันธบัตรรัฐบาลที่ไม่สามารถขายต่อได้ (nontradable) กับหุ้นกู้ของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์
ดังนี้คือ (I) เงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่จะเพิ่มขึ้น จะคิดจากส่วนสูญเสียของสถาบันการเงินจากการประนอมหนี้ส่วนที่เกินกว่าสำรองที่กันไว้แล้ว บวกด้วยร้อยละ 20 ของเงินให้กู้ยืมที่เพิ่มขึ้นสุทธิแก่ภาคเอกชน (II) สถาบันการเงินแต่ละแห่งสามารถขอความช่วยเหลือได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของสินทรัพย์เสี่ยงถ่วงน้ำหนักของสถาบันการเงิน และไม่เกินร้อยละ 1 สำหรับการให้กู้ยืมเพิ่มใหม่ (III) สัญญาประนอมหนี้สัญญาใดสัญญาหนึ่งจะต้องได้รับความช่วยเหลือไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินช่วยเหลือทั้งหมดที่สถาบันการเงินได้รับ และ (IV) เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้มีการประนอมหนี้ของภาคธุรกิจ และเพื่อเพิ่มการให้กู้ยืมใหม่ โดยการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2 จะลดลงเป็นลำดับ
เนื่องจากโครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์ทางธุรกิจ จึงจะไม่ก่อเกิดภาระในระยะยาว

    14. มาตรการจูงใจเพิ่มเติม สถาบันการเงินที่ปฏิบัติตามเกณฑ์การจัดชั้นและ
กันสำรองในปี 2543 ทันทีจะได้รับการผ่อนผันให้ตัดจำหน่ายส่วนสูญเสียที่เกิดจากการประนอมหนี้ยาวขึ้นเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระในการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินได้สักระยะหนึ่ง

III การเปลี่ยนแปลงมาตรการกำกับดูแล

    15. เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย
จะออกกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับองค์ประกอบของเงินกองทุนตามเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยอัตราส่วน
ความเพียงพอของเงินกองทุนโดยรวมจะคงอยู่ที่ร้อยละ 8.5 สำหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากล (BIS) เล็กน้อย และร้อยละ 8 สำหรับบริษัทเงินทุน การเปลี่ยนเกณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล (BIS) จะช่วยทำให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 นอกจากนั้น ให้สามารถนับการสำรองสำหรับสินเชื่อปกติที่ต้องดำรงในอัตราร้อยละ 1 เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ตามมาตรฐานสากล (BIS)

IV การเอื้ออำนวยการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เอกชน (บบส. เอกชน)

     16. รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้สถาบันการเงินมีความคล่องตัวมากที่สุด
ในการจัดการกับสินทรัพย์ไม่ดี และสามารถปรับโครงสร้างในงบการเงินของสถาบันการเงินในขณะเดียวกัน รัฐบาลจึงสนับสนุนให้สถาบันการเงินจัดตั้ง เพิ่มทุน และหาเงินทุนสำหรับบริษัทบริหารสินทรัพย์เอกชน (บบส. เอกชน) บบส. เอกชนจะถือเป็นสถาบันการเงินเพื่อให้สามารถระดมทุน (ยกเว้นการรับฝากเงิน) และปล่อยกู้ (เฉพาะกับลูกหนี้เดิม) และสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม โดยรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สถาบันการเงินสามารถโอนสินทรัพย์ไปที่ บบส. เอกชน โดยไม่มีอุปสรรคด้านกฎหมาย ภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
ที่เกิดจากการโอน สินทรัพย์ไปที่ บบส. เอกชน จะได้รับการยกเว้น สถาบันการเงินจะต้องจัดทำ
งบการเงินรวมกับ บบส. ของตนเองด้วย ในกรณีที่สถาบันการเงินนั้นถือหุ้นใน บบส. เอกชน
เกินร้อยละ 50 ธปท. จะออกกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการดำเนินงานของ บบส. เอกชนในเร็ว ๆ นี้

V การแก้ไขปัญหา 4 ธนาคารที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง

      17. ธนาคารทั้ง 4 แห่งที่รัฐบาลเข้าแทรกมีเงินกองทุนที่ต่ำและมีจำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมาก เมื่อคำนึงถึงภาระที่เกิดกับรัฐบาล รัฐบาลเชื่อว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการกำหนดมาตรการ
การแก้ปัญหาของธนาคารทั้งสี่ควรคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้

ใช้เงินของรัฐบาลให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ลดค่าเสียหาย

เพื่อเปิดโอกาสให้มีการรวมกิจการในระบบธนาคารพาณิชย์

เปิดโอกาสให้มีการลงทุนของนักลงทุนของทั้งในและต่างประเทศ

การให้มีความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส

การเพิ่มความมั่นใจในระบบธนาคารพาณิชย์

การให้มีความต่อเนื่องกับแผนการเพิ่มทุน

                เมื่อยึดตามหลักการดังกล่าวข้างต้นและการให้คำปรึกษาของบริษัทวานิชธนกิจต่างชาติแห่งหนึ่ง รัฐบาลได้กำหนดมาตรการแก้ปัญหาดังนี้

   18. ธนาคารศรีนคร (BMB) และธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) BMB และ SCIB จะถูกเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนที่สนใจ ในการเตรียมการสำหรับการขาย ธนาคารทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การกันสำรองที่กำหนดให้ปฏิบัติภายในปี 2543 ให้เสร็จก่อน โดยจะให้เพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นทุน ทั้งนี้ ผู้ลงทุนรายใหม่สามารถเสนอซื้อธนาคารได้ถึงร้อยละ 100 และรับโอนสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งรวมทั้งสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะรับเฉลี่ยผลเสียหายของสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ รวมทั้งรับประกันผลตอบแทนเพื่อชดเชยภาระหนี้สินด้วย โดยผู้ลงทุนรายใหม่ต้องเสนอแนวทางการเฉลี่ยผลเสียหาย และการประกันผลตอบแทนที่ต้องการในการยื่นข้อเสนอ ทั้งนี้คาดว่าขั้นตอนการขายและการโอนกิจการให้ผู้ลงทุนรายใหม่ จะแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2541

   19. ธนาคารมหานคร (FBCB) FBCB จะถูกรวมกับธนาคารกรุงไทย ภายใต้ข้อตกลงการเฉลี่ยผลเสียหาย เช่นเดียวกับการประมูลขายธนาคารทั้งสองที่กล่าวข้างต้น ข้อเสนอรวมกิจการของ FBCB กับธนาคารกรุงไทยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เครือข่ายของธนาคารทั้งสองมีลักษณะที่เกื้อหนุนกัน ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยจะเข้าครอบครองสำนักสาขา ทั้งหมดของ FBCB และจะมีสิทธิในการพิจารณาขายสาขาเหล่านี้ก็ได้

   20. ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ (BBC) สินทรัพย์และหนี้สินที่ดีทั้งหมดของ BBC จะถูกโอนไปที่ธนาคารกรุงไทย พนักงานของ BBC เครือข่ายสาขาและสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จะยังคงอยู่ที่ BBC ซึ่งจะแปรสภาพเป็นสถาบันการเงินพิเศษที่มีกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นเจ้าของกองทุนฟื้นฟูฯ จะเป็นผู้พิจารณาแผนการดำเนินการกับ BBC ภายในสิ้นปี 2542 โดยเป้าหมายของการดำเนินการคือ (I) การบริหารหนี้ NPL ให้มีอัตราชำระคืนได้สูงสุด (II) การดำเนินการที่เกี่ยวกับพนักงาน และ (III) การดำเนินการปิดและขายสำนักงานสาขา

VI การปรับโครงสร้างการบริหารงานของธนาคารกรุงไทย

    21. โดยที่ธนาคารกรุงไทย (KTB) จะมีบทบาทสำคัญในการควบรวมธนาคารมหานครและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะปรับโครงสร้างและเพิ่มทุนให้กับ KTB โดยมีเป้าหมายที่จะเตรียมการแปรรูป KTB ในอนาคต ทั้งนี้ KTB จะดำเนินการตามแผนการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการใหม่ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2541
โดยให้มีกรรมการจากภาครัฐบาลเพียงคนเดียว พร้อมนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการบริหารใหม่ด้วย
โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอกจะเป็นผู้เตรียมแผนการปรับโครงสร้างการบริหารงานอย่างครบถ้วนภายใน
สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2541 ซึ่งแผนการนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ก่อนการเพิ่มทุนของ KTB ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองปี 2543

VII แนวทางการแก้ไขปัญหาธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบริษัทเงินทุน 5
บริษัทที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง

   22. เพื่อป้องกันมิให้เกิดการใช้เงินของรัฐบาลในการพยุงฐานะของสถาบันการเงินที่
ไม่อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เข้าแทรกแซงธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบริษัทเงินทุนที่มีปัญหา จำนวน 5 บริษัท สถาบันการเงินเหล่านี้ไม่อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการต่อไปได้ตามมาตรฐานของ ธปท. และไม่สามารถเพิ่มทุนใหม่ได้ การเข้าแทรกแซงจึงเป็นความจำเป็นที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สั่งให้สถาบันการเงินดังกล่าวลดทุนและลดราคาที่ตราไว้ของหุ้นสามัญให้เหลือเพียง 1 สตางค์ต่อหุ้น

   23. รัฐบาลได้จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาสำหรับสถาบันการเงินที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง
แห่งใหม่ ซึ่งจะทำให้ภาคการเงินมีความแข็งแกร่งขึ้น ธนาคารสหธนาคารและบริษัทเงินทุนที่รัฐบาลเข้าแทรกแซงใหม่จะไปรวมกับ บงล.กรุงไทยธนกิจ และบริษัทเงินทุน 7 แห่ง ที่ถูกแทรกแซงก่อนหน้านี้ สำหรับธนาคารแหลมทองจะควบรวมกับธนาคารรัตนสิน แม้ว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนของรัฐบาลในระบบธนาคารพาณิชย์ขึ้นอีก แต่รัฐบาลยังคงมีเจตนารมณ์ที่จะหาผู้ร่วมทุนให้แก่ธนาคารรัตนสิน และจะแปรรูปธนาคารกรุงไทย และ บงล. กรุงไทยธนกิจเป็นสถาบันการเงินเอกชนต่อไป

การจัดหาเงินทุนเพื่อการปรับโครงสร้างสถาบันการเงิน

   24. ที่ผ่านมากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้ให้การช่วยเหลือทางการเงินในการฟื้นฟูสถาบัน
การเงิน เงินที่กองทุนฯ ได้ให้กู้ยืมกับสถาบันการเงินต่าง ๆ บางส่วนจะถูกแปลงเป็นหุ้นทุนเพื่อเป็น
การเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินนั้น ๆ รัฐบาลได้ประกาศที่จะรับผิดชอบผลขาดทุนที่เกิดขึ้นกับ
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ อย่างเต็มที่ โดยจะเปลี่ยนเป็นหนี้สินของรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขปัญหาหลักภายใต้แผนการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่ได้รับความเห็นชอบจาก IMF และประเทศอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกกองทุนแล้ว และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกประเทศที่มีปัญหาทางด้านสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลได้เริ่มออกพันธบัตรแล้วสำหรับหนี้สินในส่วนนี้

    25. ภาระหลักของการปรับโครงสร้างสถาบันการเงินนั้น ส่วนหนึ่งจะได้รับการชดเชยจากการฟื้นฟูของสินทรัพย์ เงินปันผลและดอกเบี้ยรับจากสถาบันการเงิน เงินที่ได้จากการแปรรูปเป็นเอกชน และการฟื้นฟูของเศรษฐกิจในที่สุด อย่างไรก็ดี เป็นที่ตระหนักกันดีว่า อาจมีภาระที่เหลืออยู่จำนวนมากซึ่งรัฐบาลต้องแบกรับไว้ โดยในขั้นแรกรัฐบาลได้ตกลงที่จะออกพันธบัตร 500,000 ล้านบาท ส่วนสูญเสียที่เหลือจะตัดเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในอีก 2 ปีข้างหน้า

    26. จากการหารือร่วมกับ IMF รัฐบาลได้ประเมินภาระของภาครัฐในระยะปานกลาง หนี้สินภาครัฐของประเทศไทยมีจำนวนค่อนข้างต่ำตามมาตรฐานสากล แม้ว่าขณะนี้การประเมินภาระของภาครัฐในการปรับโครงสร้างรัฐบาลเงินอาจยังไม่สามารถทำได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อรวมภาระที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างทั้งหมดแล้ว จะเป็นผลให้หนี้สินภายในประเทศของรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากใน 2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี หนี้สินของภาครัฐจะยังคงต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีรายได้ระดับกลางอื่น ดังนั้นเศรษฐกิจประเทศไทยจะทรงตัวอยู่ได้ ภายใต้สภาวะที่ตกต่ำในปัจจุบัน และจากเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตลอดจนมูลค่าของสินทรัพย์ที่ฟื้นตัวขึ้น

IX การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและการกำหนดเกณฑ์ในการปฏิบัติ

    27. จะมีการเสนอการแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภา ในเรื่องต่อไปนี้

- การออก พันธบัตรรัฐบาลจำนวน 3 แสนล้านบาท สำหรับใช้เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนชั้นที่ 2 ในการเพิ่มทุน และรวมถึงการเตรียมจัดสรรค่าใช้จ่ายของรัฐบาล เมื่อกองทุนฟื้นฟูฯ เกิดผลขาดทุนโดยการออกพันธบัตรเพิ่มเติม

- การแก้ไขกฎหมายการธนาคารพาณิชย์เพื่อให้สามารถจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (private AMCs) ได้

- การแก้ไขกฎหมายการธนาคารพาณิชย์เพื่อรองรับการควบรวมกิจการ รวมถึง
การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร และข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

งบประมานรัฐบาลเดินหน้า "ไทยเข็มแข็ง" อภิสิทธิ์" ย้ำงบเหลือคืนคลัง

 

ครม.อนุมัติใช้งบไทยเข็มแข็ง 1.56 ล้านล้านอุดช่องโหว่รั่วไหล โครงการใดใช้ไม่หมดให้คืนคลัง นายกฯ สั่งคลังแก้ "E-Auction" เผยระเบียบเก่ามีปัญหา ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคมิ.ย.ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนจากอานิสงส์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านฉลุย ระบุปัจจัยเสี่ยงหวัด 2009 ระบาดทุบท่องเที่ยวสูญหมื่นล้าน "กอร์ปศักดิ์"ชี้เศรษฐกิจยังไม่ต่ำสุด เผยหลายหน่วยงานแอบยัดไส้โครงการที่ไม่พร้อมเข้ามา นักวิชาการแนะดึงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม แบงก์เผยคนสนใจพันธบัตรไทยเข้มแข็งเพียบ

 

                 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม2552 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอวงเงินลงทุน 1.56 ล้านล้านบาท เพื่อให้การกำกับดูแลโครงการ การใช้เงินงบประมาณ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้อนุมั  ติโครงการลงทุนไปแล้วกว่า 1.06 ล้านล้านบาท

 

                  ทั้งนี้ ร่างระเบียบดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเสนอโครงการที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการเพื่อพิจารณาความเหมาะสมรวมถึงความพร้อมของโครงการ กรอบการใช้เงินและแผนดำเนิน

 

                  งานเพื่อเสนอให้ ครม.อนุมัติ พร้อมกับกำหนดให้ ต้องมีการเบิกจ่ายตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 อย่างเคร่งครัดไม่ให้มีช่องโหว่และไม่สามารถทุจริตโครงการได้โดยให้กรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณเข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบประมาณปกติ

 

                     นอกจากนี้ครม.ยังได้เห็นชอบว่า หากโครงการใดใช้เงินที่เบิกไปไม่หมด ให้เจ้าของโครงการหรือหน่วยงานรับผิดชอบส่งเงินที่เหลือคืนทั้งหมด โดยไม่ให้ไปปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มโครงการใหม่เพื่อใช้เงิน

 

                     ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.การคลัง กล่าวว่าจะเริ่มใช้เงินจากโครงการไทยเข้มแข็งได้ประมาณเดือนสิงหาคมแต่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาว่า หากหน่วยงานใดมีความพร้อมที่จะลงทุนก็ให้ดำเนินการเบิกจ่ายได้ทันที เนื่องจากมีเงินพร้อมแล้ว หากใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออกชั่น อาจจะไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการเบิกจ่ายล่าช้า จึงให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาปรับแก้ระเบียบอี-ออกชั่น

 

                    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกำหนดแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นกรอง และการใช้จ่ายเงินตามโครงการไทยเข้มแข็ง จะมีขั้นตอน กระบวนการ วิธีการที่รัดกุม เหมือนกับที่ได้เคยชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนฉะนั้นก็จะเป็นหลักประกัน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงการต่างๆ หรือในกรณีที่มีเงินเหลือจ่ายก็จะต้องคืนให้กับกระทรวงการคลัง หมายความว่าการคุมเรื่องการใช้จ่าย จะมีความเข้มไม่แพ้กระบวนการของงบประมาณ

 

                   นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวในงานเลี้ยงอาหารค่ำการประชุมและนิทรรศการเกี่ยวกับระบบขนส่ง และจราจรอัจฉริยะ เอเชียแปซิฟิค 2009 (Intelligent Transport System Asia Pacific 2009) ภายใต้หัวข้อ "Smart Move" ว่า ประเทศไทยมีการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกว่า 65 ล้านคน มีรถยนต์กว่า10 ล้านคัน

 

                   ขณะเดียวกันยังมีระบบรถไฟฟ้าและรถไฟ ใต้ดินที่กำลังมีโครงการต่อขยาย การจัดระบบการขนส่งในกรุงเทพฯยังคงต้องการเทคโนโลยีด้านการขนส่งและการจราจรเป็นอย่างมาก รัฐบาลให้ความสนใจในการพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ จะเห็นได้จากนโยบายในการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติคส์ให้ครบวงจร กว่าร้อยะละ 40 ของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 จะนำมาลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตามนโยบายไทยเข้มแข็ง เพื่อนำไปพัฒนาเส้นทางมอเตอร์เวย์ ถนน และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและมีการวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีด้วย

 

                  นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงการใช้เม็ดเงินภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ว่า ในข้อเท็จจริงของการทำงานมันไม่มีอะไรที่ลงตัว ถ้าเราจัดไว้แค่ 2 แสนล้านบาท เราไปดูรายละเอียดปรากฏว่าโครงการที่ส่งมามันใช้ไม่ได้ ยังไม่ได้ออกแบบ แต่อยากทำโครงการก็แอบยัดไส้เข้ามา สุดท้ายทำไม่ได้ ก็เลยมีเพียงแค่1.7-1.8 แสนล้านบาท มันก็เหลือน้อย ทางออกที่ดีที่สุดก็คือทำเกินไว้ เพราะยังไงในทางปฏิบัติจริง โครงการทั้งหมดมันต้องมีอยู่ประมาณ 10% ที่ทำไม่ได้อยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะถึง 15-20% ด้วยซ้ำ สูงสุดประเมินว่าการลงทุนอาจจะทำได้1.8-1.9 แสนล้านบาท คิดว่ามันคงไม่ถึง 2 แสนล้านบาท

 

                 "ส่วนเงินอีก 2 แสนล้านบาท (จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) หรือที่เรียกกันว่า งบฯปิดหีบงบประมาณ มาจากการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่วันนี้มันดูดีกว่าที่คิดเยอะ ถ้าเราทำตามแผนที่วางเอาไว้ คือ กู้เงินมา 1.2 แสนล้านบาท เพื่อมาปิดหีบงบประมาณภายในเดือนกันยายน เงินคงคลังของเราก็จะมีสูงกว่าในอดีต หรือประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ก็อยู่ที่สถานการณ์ในปี 2553 ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเดิมเงินคงคลัง ปีงบประมาณ 2552 เดิมคิดว่าจะเหลืออยู่ 3-4 หมื่นล้านบาท แต่เวลานี้เกินกว่าที่คิดไว้ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท"

 

                 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. รัฐเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าประมาณ 1.08 แสนล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทนโยบายการคลังโดยอัตโนมัติ ต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจหดตัว คือรัฐจะเก็บรายได้ได้ลดลงเพื่อชะลอผลกระทบจากการหดตัวของภาคเอกชนแต่แค่นั้นไม่เพียงพอจะรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ภาคการผลิตหดตัวอย่างรุนแรงการว่างงานสูงขึ้น

 

                ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องทำนโยบายการคลังแบบตั้งใจขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นที่มาของงบกลางปี1.167 แสนล้านบาท ทำให้ขาดดุลเพิ่มจาก 2.49 แสนล้านบาทเป็น 3.5 แสนล้านบาท เมื่อรวมกันจึงขาดดุลมากขึ้น ซึ่งปีนี้

 

                ทั้งปีเราตั้งเป้าว่า คงขาดดุลทั้งหมดราว 5.5 แสนล้านบาท คือ3.5 แสนล้านบาท บวกกับรายได้ที่จะต่ำกว่าเป้าอีกประมาณ2 แสนล้านบาท ก็ประมาณ 5.5-6% ของจีดีพี

 

                ส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะทำให้เรามีกระสุนเพิ่มขึ้นในยามที่เรายังไม่รู้ว่าวิกฤติโลกครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน ถ้าจะให้เปรียบคือช่วงที่ผ่านมารัฐบาลกระสุนใกล้หมด ดุลการคลังขาดดุลเกือบถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คือ ปีนี้เราขาดดุลได้ไม่เกิน 4.4 แสนล้านบาท ทุกวันนี้ขาดดุลแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท ถ้าเต็มวงเงินนี้เมื่อไหร่ก็คือกระสุนทางด้านการคลังหมด ดังนั้น การมี พ.ร.ก.มันทำให้มีกระสุนเพิ่มในการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ แต่กระสุน มันมีต้นทุน ไม่ได้มาฟรีๆ จึงต้องเลือกยิงอย่างระมัดระวัง เล็งผลให้ดีให้คุ้มค่า นั่นคือยิงแล้วต้องเข้าเป้า 

                ส่วนสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น ถ้าฟื้นต้องกลับมาเป็นบวก ตอนนี้ผ่านจุดที่ลบหนักสุด คือไตรมาส 1 ที่ติดลบ7.1% ส่วนไตรมาสที่ 2 จากตัวเลข 2 เดือน มีสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าจะหดตัวน้อยกว่าไตรมาส 1 คาดว่าจะติดลบ 4-5%ไตรมาส 3 น่าจะประมาณลบ 3-4% ส่วนไตรมาสสุดท้ายคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ ถ้าวิเคราะห์จะเห็นว่ามีโอกาสสูงมากที่ไตรมาสที่ 4 จะกลับมาเป็นบวกจาก 2 เหตุผลหลัก คือฐานปีที่แล้วต่ำด้วยส่วนหนึ่ง และเม็ดเงินต่างๆ มีโอกาสสูงมากจะไปลงในช่วงไตรมาส 4 ไม่ว่าจะตัวเงินจาก พ.ร.ก. หรือตัวเงินจากปีงบประมาณใหม่ที่จะเข้ามา  

                นายสกนธ์ วรัญญวัฒนา อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่าสำหรับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ถือว่ามีผลที่ดีต่อทางเศรษฐกิจ แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีการจัดระดับความสำคัญของโครงการที่ชัดเจนพอ บางโครงการยังไม่มีความคุ้มค่าที่จะทำ ไม่สามารถมองเห็นประโยชน์ที่จะได้เพียงพอ รวมทั้งบางโครงการยังไม่สามารถเข้าถึงท้องถิ่นได้หากสามารถดึงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมจะดำเนินนโยบายได้มีประสิทธิภาพ เพราะหน่วยงานท้องถิ่นจะเข้าถึงพื้นที่ได้มากกว่ารัฐบาล

 

                "การลงทุนของรัฐบาลครั้งนี้ถือว่าเป็นการเดิมพันค่อนข้างสูง เพราะว่ารัฐบาลยอมขาดวินัยทางการเงินการคลังในการเพิ่มหนี้สาธารณะ แต่จะได้ผลที่น่าพอใจหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวได้เพียงใด เพราะเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก รวมทั้งการลงทุนของรัฐบาลต่างๆ ที่พยายามผลักดันออกมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชนให้ลงทุนตามก็ต้องดูว่าเอกชนจะลงทุนตามหรือไม่"

 

                 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การใช้เงินของรัฐบาลอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองให้เกิดเสถียรภาพมากที่สุด เพราะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของเอกชน หากภาคเอกชนยังไม่เชื่อมั่นทางการเมืองจะลังเลและชะลอการลงทุน ควรตั้งคณะกรรมการมาเปิดเผยข้อมูลและสร้างความชัดเจนให้แก่ประชาชนถึงการใช้จ่ายของรัฐบาลด้วย

 

                 นายเอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนเฉลี่ยมียอดนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 34% ซึ่งเป็นการลดลงมาจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 ปัจจัยที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจะมาจากสถานการณ์การเมืองไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งถ้าทั้ง 3 สาเหตุยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจโรงแรมต้องปรับลดพนักงานลงอย่างแน่นอน ซึ่งในขณะนี้มีกระแสข่าวเรื่องการปรับลดพนักงานในโรงแรมที่ต่างจังหวัดมาบ้างแล้ว

         

              ด้านนายนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะชะลอการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ลำบากสำหรับภาคการท่องเที่ยวของไทย และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า ไม่ควรปิดประเทศ หรือปิดสนามบิน เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศ แต่ควรเน้นดูแลป้องกันด้วยตัวเอง  

                นายชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสำรวจตลาดบ้างแล้วพบว่าพันธบัตรรัฐบาลได้รับความสนใจค่อนข้างมาก คาดว่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารเตรียมออกผลิตภัณฑ์การเงินอื่นเพื่อเสนอผู้ที่พลาดจากพันธบัตรรัฐบาล เช่น หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงเงินออมระยะสั้นของธนาคารที่ของเก่าครบกำหนดพอดี และกำลังจะเริ่มใหม่ในเดือนนี้ ถือว่าเป็นทางเลือกของลูกค้า

 

   ที่มา http://its.in.th/index.php?option=com_content&view=article&catid=1:latest-news&id=1876:-qq-q

 

 

เพลง "อิ่มอุ่น" ซึ้ง ๆ

posted on 13 Aug 2009 13:48 by teerapong-tongbai

 

เพลง อิ่มอุ่น

อุ่นใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม
อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตะกอง
รักเจ้าจึงปลูกรักลูกแม่ย่อมห่วงใย
ไม่อยากจากไปไกลแม้เพียงครึ่งวัน

ให้กายเราใกล้กันให้ดวงตาใกล้ตา
ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพันธ์

อิ่มใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม
อิ่มอกอิ่มใจอิ่มรักลูกหลับนอน
น้ำนมจากอกอาหารของความอาทร
แม่พร่ำเตือนพร่ำสอนสอนสั่ง

ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามี่พลัง
ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป

ใช่เพียงอุ่นท้องที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรัก อุ่นละมุน
ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน

*******************

 

                  

ความหมายของการคลัง
การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ   จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ        หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวะการบริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/1.htm

นโยบายการคลัง
นโยบายการคลัง (
Fiscal Policy) และนโยบายการเงิน (Monetary policy) เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์กันมากจนยากที่จะแยกออกจากกันได้ แต่ขอแยกอธิบายเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจดังนี้

1.นโยบายการคลัง

นโยบายการคลังเป็นนโยบายทางด้านรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลรายรับของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีอากร เงินกู้และเงินคงคลัง ส่วนรายจ่าย ได้แก่ การใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐในแต่ละปี รัฐบาลจะประมาณการ รายรับและรายจ่ายของปีต่อไป ไว้ล่วงหน้า เรียกว่า งบประมาณประจำปี การคลังของรัฐบาลจะแตกต่างจากการคลังของเอกชนเพราะการคลังของ รัฐบาลจะกำหนดรายจ่ายเป็นตัวตั้ง ถ้ารายได้ไม่พอกับรายจ่ายหรือขาดดุลการคลังรัฐบาลก็จะ ก่อหนี้มาชดเชยหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้ การก่อหนี้สาธารณะ ถ้ารัฐบาลก่อหนี้โดยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง อาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ การดำเนินนโยบายการคลังจะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินของประเทศด้วย

รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้มาจากการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งมีผลกระทบต่อ การบริโภค การผลิตสินค้าและการกระจายรายได้ของประชาชน ส่วนการใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาลก็จะมีผลกระทบต่อการผลิต การจ้างแรงงาน และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การดำเนินนโยบายการคลังมีความสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก43 นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล มักใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินเสมอ อย่างไรก็ดี โดยตัวของนโยบายการคลัง อาจเป็นปัญหาสำคัญทาง

เศรษฐกิจได้ถ้ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมรายได้และรายจ่ายให้บังเกิดผลตามที่ต้องการโดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการขาดดุลต่าง ๆ

การใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินของรัฐบาล มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจ คือ ต้องมีการให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการจัดสรรทรัพยากร การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการกระจายรายได้และการแก้ไขปัญหาความยากจน

นโยบายการคลัง ประกอบด้วยมาตรการที่สำคัญ คือ มาตรการภาษีอากร มาตรการงบประมาณ และการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการก่อหนี้สาธารณะ มาตรการแต่ละประเภทมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

1) มาตรการภาษีอากรรายได้ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ รายได้ที่เป็นภาษีอากร และรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร

สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ได้แก่ รายได้จากการขายสิ่งของและบริการของ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าปรับ รายได้เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ

ส่วนรายได้ที่เป็นภาษีอากร แบ่งตามลักษณะการใช้จ่ายออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาษีอากรทั่วไป ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้ กับภาษีอากรเฉพาะอย่าง ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการนั้น เช่น ภาษีประกันสังคม พรีเมี่ยมข้าว และน้ำตาล เป็นต้น

รัฐบาลจัดเก็บภาษีอากรจากฐานภาษีต่างๆ ฐานภาษีเป็นหลักที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางในการประเมินภาษี ฐานภาษีมีดังต่อไปนี้

1.ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

2.ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร

3.ฐานความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงงาน ภาษีมรดก

นอกจากนี้ในแง่โครงสร้างของภาษีแล้ว รัฐบาลอาจจัดเก็บภาษีในอัตราต่าง ๆ ก็ได้ อัตราภาษีมีอยู่ 3แบบ คือ

(1) อัตราภาษีถดถอย การเก็บอัตราภาษีแบบนี้ หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราลดลง

(2) อัตราภาษีก้าวหน้า หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษี ในอัตราคงที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขยายตัวของฐานภาษี

(3) อัตราภาษีตามสัดส่วน หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราคงที่เป็นสัดส่วนเดียวกันกับฐานภาษี

การพิจารณาภาษียังจำแนกภาษีออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และ

ภาษีทางอ้อม ทั้งนี้เพราะภาษีทั้ง 2 ประเภทมีวิธีการจัดเก็บ และมีผลกระทบต่างกัน ภาษีทางตรงมักมีวิธีการจัดเก็บจากฐานรายได้ทำให้ผู้เสียภาษีทราบจำนวนและจัดเก็บง่าย ภาษีทางตรงมีผลต่อการผลักภาระภาษีน้อยผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระภาษีไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาษีทางอ้อมจะ จัดเก็บจากฐานการบริโภคหรือการซื้อขายแลกเปลี่ยน ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีไปยัง ผู้บริโภคได้ โดยการบวกเข้าไปกับราคาสินค้า ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ผู้รับภาระภาษีจริง ๆ จะไม่ค่อยทราบว่าได้เสียภาษีไปเท่าใดปฏิกิริยาต่อการเสียภาษีทางอ้อมจะมีน้อยกว่าการเสียภาษีทางตรง

ตัวอย่างการเสียภาษีทางตรง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการเดินทาง ภาษีมรดก ภาษีที่เก็บจากทุน ภาษีการให้โดยเสน่หา เป็นต้น ส่วนตัวอย่างภาษีทางอ้อม ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต อากรและแสตมป์ เป็นต้น44

การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดเก็บฐานภาษี และภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองรัฐบาลก็สามารถจัดเก็บภาษีได้มาก ตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำรัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้น้อย รัฐบาลสามารถใช้มาตรการภาษีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจได้ เช่น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเกิดภาวะเงินฝืดรัฐบาอาจลดการจัดเก็บภาษีลงและเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว หรือเมื่อเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลก็อาจจัดเก็บภาษีมากขึ้นเพื่อให้ปริมาณเงินลดลง นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้โดยการเก็บภาษีจากฐานที่ผลักภาระภาษีได้ยาก ลดการจัดเก็บภาษีที่เป็นภาระแก่ผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มการจัดเก็บภาษีคนร่ำรวย จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าในภาษีบางชนิด เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น ทางด้านการใช้จ่ายของ รัฐบาล ก็อาจใช้จ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนมาก เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้มากขึ้น

2)มาตรการงบประมาณและการใช้จ่ายของรัฐบาล งบประมาณ เป็น แผนการเงินที่สำคัญของประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงแผนรายรับและรายจ่ายในแต่ละปี ปกติ งบประมาณจะมีกำหนดเวลา 1 ปี งบประมาณรายจ่ายปกติ เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีบางครั้ง มีงบประมาณรายจ่ายพิเศษนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สำหรับประเทศไทยปีงบประมาณจะเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป

โดยทั่วไปนโยบายงบประมาณจะมีอยู่ 3 ประเภทคือ

(1) งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) หมายถึง รายได้และรายจ่ายของ รัฐบาลมีจำนวนเท่ากัน

(2) งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีมากกว่ารายจ่าย

(3) งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีน้อยกว่ารายจ่าย

งบประมาณขาดดุล เป็นแนวคิดการคลังสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อว่าการคลังของรัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้มากกว่ารายได้ โดยการหารายรับอื่นมาใช้จ่ายได้ การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและเกิดการผลิตเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายจะต้องไม่เพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่ เพราะถ้าหากเพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่แล้ว จะเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณเงินโดยไม่มีการผลิตเพิ่มจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

การใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก จึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก็จะเกิดการกระจายรายได้ การใช้จ่ายของรัฐบาลยังมีผลต่อการ จ้างงานและการพัฒนาประเทศ ยิ่งรัฐบาลมีบทบาทหน้าที่มากเท่าใดการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น การใช้จ่ายของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ การใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้าการใช้จ่ายของรัฐบาลมีผลกระทบต่อการผลิตโดยตรงและมีผลต่อการเคลื่อนย้ายทรัพยากรในประเทศจะมีผลทำให้เกิดการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ

3) มาตรการก่อหนี้สาธารณะ เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายรัฐบาลจะต้องทำการแสวงหารายได้เพิ่มติม อาจกระทำโดยการจัดเก็บภาษีอากรเพิ่มเติม หรือแสวงหารายรับอื่นโดยการกู้ยืมเงินจากในประเทศหรือต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลจะนำเงินออกมาใช้จ่ายในการบริโภคหรือการลงทุน

หากพิจารณาในแง่ภาระหนี้ที่จะตกแก่คนรุ่นหลัง การเก็บภาษีอากรเพิ่มและนำมาใช้จ่ายในการบริโภคภาระหนี้จะไม่ตกไปถึงคนรุ่นหลัง เพราะเป็นการเก็บภาษีอากรจากคนรุ่นปัจจุบันและนำไปใช้จ่ายในการบริโภคในเวลาเดียวกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จึงได้แก่คนรุ่นปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีอากรเพิ่มแล้วนำไปใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการเอาเปรียบคนรุ่นปัจจุบัน เนื่องจากผลประโยชน์ของการลงทุนจะตกอยู่กับคนรุ่นหลัง

หากรัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศบริโภคในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็จะได้แก่ คนรุ่นปัจจุบันโดยคนรุ่นหลังจะเป็นผู้แบกรับภาระหนี้แทนซึ่งไม่ยุติธรรมแก่คนรุ่นหลัง แต่ถ้ารัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการยุติธรรมแก่คนรุ่นหลังเพราะคนรุ่นหลังเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและเป็นผู้แบกรับภาระหนี้

ส่วนการกู้ยืมจากต่างประเทศถ้ากู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในการบริโภคปัจจุบันแล้วภาระหนี้ต้องตกอยู่กับคนรุ่นหลังเป็นการก่อหนี้ให้กับลูกหลานแต่ถ้ากู้ยืมมาเพื่อการลงทุนคนรุ่นหลัง ก็จะเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้รับภาระหนี้ด้วย ในขณะเดียวกันถ้าหากผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าภาระหนี้ก็เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อลูกหลานอันเป็นการมองการณ์ไกล

สิ่งสำคัญของการก่อหนี้อยู่ตรงที่ การได้รับผลประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุนไม่ให้เกิดการรั่วไหลและได้ผลประโยชน์มากที่สุด ไม่เช่นนั้นการลงทุนจะเป็นภาระแก่สังคมได้เสมอ

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/4.htm

            

2.นโยบายการเงิน

นโยบายการเงินเป็นนโยบายในการควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมตาม ภาวะเศรษฐกิจเพื่อปรับการหมุนเวียนของปริมาณเงินในตลาดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ถ้าในขณะใดปริมาณเงินเพิ่มในอัตราเร็วกว่าการเพิ่มของสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ในทางตรงกันข้ามถ้าในขณะใดปริมาณเงินลดลงในอัตราเร็วกว่าการลดของสินค้า และบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินฝืด นอกจากนี้การเพิ่มหรือลดของปริมาณเงินยังมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การลงทุน และการจ้างงาน ตลอดจนผลกระทบอื่นต่อระบบเศรษฐกิจการดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องทำให้ปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ผู้ใช้นโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางหรือธนาคารชาติ สำหรับประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญ ได้แก่

ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทฟองซิเอร์ ในส่วนของบริษัทเงินทุนนั้น กำหนดให้มีขอบเขตในการดำเนินการทางธุรกิจน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ลูกค้าเพื่อนำเอาไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งแรกกำหนดวงเงินไว้สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจึงให้บริการลูกค้าคนละกลุ่มกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่มุ่งทำธุรกิจทางด้านการเคหะและอสังหาริมทรัพย์

สถาบันการเงินในประเทศไทยมีหลายประเภท และอยู่ภายใต้การควบคุมของ หน่วยงานต่าง ๆ หลายหน่วยงานด้วยกัน สถาบันการเงินทั่วไปที่ใหญ่ที่สุด คือ ธนาคารพาณิชย์ นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะหรือมุ่งให้บริการลูกค้ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมากกว่า เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงาน ธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/4.htm

หนี้สาธารณะ
1. หนี้สาธารณะ (Public Debt) หมายถึง ข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล รวมทั้งเงินปริวรรตที่รัฐบาลรับรอง โดยรัฐบาลจะ ก่อหนี้สาธารณะเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณขาดดุลหรือเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ เกิดขึ้น หรือเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในกรณีที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ เช่น เกิดภัยธรรมชาติ การเข้าร่วมสงคราม เป็นต้น โดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อประเทศ กล่าวคือ การก่อหนี้จะทำให้ประเทศสามารถนำเงินมาใช้จ่ายได้ตามความต้องการและ ความจำเป็นที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจบางประการไม่สามารถปล่อยไว้ได้ในระยะยาว หรืออาจจะมีความจำเป็นต้องดำเนินการในโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศ แต่ผลที่ตามมาก็คือ ประเทศจะต้องมีภาระในการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะต้องนำผลผลิตที่สร้างขึ้นในอนาคตบางส่วนชำระหนี้คืนไปทำให้ขาดโอกาสในการนำรายได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตไปใช้ในการบริหารหรือการพัมนาประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การก่อหนี้สาธารณะในบางครั้ง ยังถือว่าเป็นการผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปอีกด้วยโดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะแบ่งตามแหล่งที่มาของเงินกู้ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1) หนี้ภายในประเทศ หมายถึง หนี้สินและข้อผูกพันในประเทศของรัฐบาลทั้งที่เป็นตัวเงิน พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ โดยในที่นี้จะแสดงหนี้ภายในประเทศของรัฐบาลไทยได้ดังตารางที่ 7.5

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/8.htm

การคลังท้องถิ่นการคลังท้องถิ่น หมายถึง การบริหารงานคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้ การกำหนดรายจ่าย การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อวัสดุ การว่าจ้าง การบัญชี และการตรวจบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

host.psu.ac.th/~pornchai.l/index-14%20kankang/unit11.ppt

รายได้ของรัฐบาล

1. รายได้ของรัฐบาลหมายถึงรายได้ที่นำส่งคลังในแต่ละปีงบประมาณประกอบด้วย รายได้จากภาษีอากร รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ ซึ่งถ้าพิจารณาตามประมาณการรายรับประจำปีงบประมาณ 2542 ของรัฐบาลไทย จะพบว่า มีการจำแนกรายได้ตามประเภทของการจัดเก็บ ดังนี้

1) ภาษีอากรหมายถึงสิ่งที่รัฐบาลบังคับเรียกเก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามที่กำหนดไว้ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารและการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม ดังนี้

(1) ภาษีทางตรงประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

(2) ภาษีทางอ้อม ประกอบด้วย

  1. ภาษีการขายทั่วไป ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อากรแสตมป์
  2. ภาษีการขายเฉพาะ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน  ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า ภาษีโภคภัณฑ์อื่น ค่าภาคหลวงแร่ ค่าภาคหลวงปิโตเลียม และภาษีทรัพยากรธรรมชาติอื่น

(3) ภาษีสินค้าเข้า-ออก

(4) ภาษีลักษณะอนุญาต

2) การขายสิ่งของและบริการ ประกอบด้วย

(1) การขายหลักทรัพย์และทรัพย์สิน ประกอบด้วย ค่าขายทรัพย์สินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ค่าขายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ค่าขายหลักทรัพย์ ค่าขายหนังสือราชการ และ ค่าขายสิ่งของอื่น

(2) การขายบริการ ประกอบด้วย ค่าบริการและค่าเช่า 3) รายได้จากรัฐพาณิชย์ ประกอบด้วย ผลกำไรขององค์การรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ รายได้จากโรงงานยาสูบ รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเงินปันผลจากบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น 4) รายได้อื่น ประกอบด้วย ค่าแสตมป์ฤชากร และค่าปรับ เงินรับคืนและรายได้เบ็ดเตล็ด
2. เงินกู้ หมายถึง การกู้เงินของรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยใช้วิธีออกตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตราสารอื่น หรือทำสัญญากู้ 3. เงินคงคลัง โดยในที่นี้อาจจะแสดงประมาณการรายรับของรัฐบาลไทย ประจำปีงบประมาณ 2542 ดังตารางที่ 7.2 ตารางที่ 7.2 แสดงงบประมาณรายรับ ปีงบประมาณ 2542 ของรัฐบาลไทย

แหล่งที่มาของรายได้

จำนวนเงิน (ล้านบาท)

ร้อยละ

ภาษีอากร (สุทธิ)

การขายสิ่งของและบริการ

รัฐพาณิชย์

รายได้อื่น ๆ

เงินกู้

723,120.50

17,305.20

45,680.00

13,894.30

25,000.00

87.65

2.10

5.54

1.68

3.03

รวม

825,000.00

100

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/6.htm

edit @ 3 Aug 2009 10:53:25 by teerapong-tongbai

edit @ 3 Aug 2009 10:55:22 by teerapong-tongbai